วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อุปกรณ์คอม


จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะจะติดต่อโดยตรงกับผู้ใช้ ชนิดของจอภาพที่ใช้ในเครื่องพีซีโดยทั่วไปจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด - จอซีอาร์ที (CRT : Cathode Ray Tube) โดยมากจะพบในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ซึ่งลักษณะ จอภาพชนิดนี้จะคล้ายโทรทัศน์ ซึ่งจะใช้หลอดสุญญากาศ จอแบบ CRTการทำงานของจอประเภทนี้จะทำงานโดย อาศัยหลอดภาพ ที่สร้างภาพโดยการยิงลำแสงอิเล็กตรอนไปยังที่ผิวหน้าจอ ที่มีสารพวกสารประกอบของฟอสฟอรัส ฉาบอยู่ที่ผิว ซึ่งจะเกิดภาพขึ้นมาเมื่อสารเหล่านี้เกิดการเรืองแสงขึ้นมา เมื่อมีอิเล็กตรอนมากระทบ ซึ่งในส่วยของจอแบบ Shadow Mask นั้น จะมีการนำโลหะที่มีรูเล็กๆ มาใช้ในการกำหนดให้แสงอิเล็กตรอนนั้นยิงมาได้ถูกต้อง และแม่นยำ ซึ่งระยะห่างระหว่างรูนี้เราเรียกกันว่า Dot Pitch ซึ่งในรูนี้จะมีสารประกอบของฟอสฟอรัสวางเรียงกันอยู่เป็น 3 จุด 3 มุม โดยแต่ละจุดจะเป็นสีของแม่สีนั้นก็คือ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งแต่ละจุดนี้เราเรียกว่า Triad ในส่วนของจอแบบ Trinitron นั้นจะมีการทำงานที่เหมือนกันแต่ต่างกันที่ ไม่ได้ใช้โลหะเป็นรูแต่จะใช้ โลหะที่เป็นเส้นเล็กๆ ขึงพาดไปตาม แนวตั้ง เพื่อที่จะให้อิเล็คตรอนนั้นตกกระทบกับผิวจอที่มีสารประกอบของฟอสฟอรัสได้มากขึ้น สำหรับจอ Trinitronในปัจจุบันนี่ได้มีการพัฒนาให้มีความแบนราบมากขึ้นซึ่งจอแบบนี้จะเรียกกันว่า FD Trinitron (Flat Display Trinitron) ซึ่งมีมากมายในปัจจุบันและจะเข้ามาแทนที่จะแบบเดิมๆ อีกทั้งราคายังถูกลงเป็นอย่างมากด้วย- จอแอลซีดี (LCD : Liquid Crystal Display) ซึ่งมี ลักษณะแบนราบ จะมี ขนาดเล็กและบาง เมื่อเปรียบเทียบกับจอภาพแบบซีแอลที จอแบบ LCDการทำงานนั้นจะไม่เหมือนกับจอแบบ CRT แม้สักนิดเดียว ซึ่งการแสดงภาพนั้นจะซับซ้อนกว่ามาก การทำงานนั้นอาศัยหลักของการใช้ความร้อนที่ได้จากขดลวด มาทำการเปลี่ยนและ บังคับให้ผลึกเหลวแสดงสีต่างๆ ออกมาตามที่ต้องการซึ่งการแสดงสีนั้นจะเป็นไปตามที่กำหนด ไว้ตามมาตรฐานของแต่ละ บริษัท จึงทำให้จอแบบ LCD มีขนาดที่บางกว่าจอ CRT อยู่มาก อีกทั้งยังกินไฟน้อยกว่า จึงทำให้ผู้ผลิตนำไปใช้งานกับ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่โน้ตบุ๊ค และเดสโน้ต ซึ่งทำให้เครื่องมีขนาดที่บางและเล็กสามารถพกพาไปได้สะดวก ในส่วนของการใช้งานกับเครื่องเดสก์ท็อปทั่วไป ก็มีซึ่งจอแบบ LCD นี้จะมีราคาที่แพงกว่าจอทั่วไปอยู่ประมาณ 2 เท่าของ ราคาในปัจจุบัน
เขียนโดย kitsada

ฟล็อปปี้ดิสก์ (Floppy Disk)เป็นอุปกรณ์ที่กำเนิดมาก่อนยุคของพีซีเสียอีก โดยเริ่มจากที่มีขนาด 8 นิ้ว กลายมาเป็น 5.25 นิ้ว จนมาถึงปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 3.5 นิ้ว ในส่วนของความจุเริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่ร้อยกิโลไบต์มาเป็น 1.44 เมกะไบต์ และ 2.88 เมกะไบต์ ตามลำดับ ฟล็อปปี้ดิสก์ (Floppy Disk)Floppy Disk Driveในปัจจุบันการใช้งานฟล็อปปี้ดิสก์นั้นน้อยลงไปมากเพราะ เนื่องจากจุข้อมูลได้น้อยซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่ฟล็อปปี้ดิสก์ก็ยังคงเป็นมาตรฐานหนึ่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องมี การพัฒนาฟล็อปปี้ดิสก์ก็ไม่ได้หยุดยั้งไปเสียทีเดียว ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ระบบ Optical ทำให้สามารถขยายความจุไปได้ถึง 120 เมกะไบต์ต่อแผ่น Kapook Glitter
เขียนโดย kitsada

ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk)เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยฮาร์ดดิสค์จะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีเปลือกนอก เป็นโลหะแข็ง และมีแผงวงจรสำหรับการควบคุมการทำงานประกบอยู่ที่ด้านล่าง พร้อมกับช่องเสียบสายสัญญาณและสายไฟเลี้ยง ส่วนประกอบภายในจะถูกปิดผนึกไว้อย่างมิดชิด โดยฮาร์ดดิสค์ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็ก(platters) สองแผ่นหรือมากกว่ามาจัด เรียงอยู่บนแกนเดียวกันเรียก Spindle ทำให้แผ่นแม่เหล็กหมุนไปพร้อม ๆ กัน จากการขับเคลื่อนของมอเตอร์ แต่ละหน้าของแผ่นจานจะมีหัวอ่านเขียนประจำเฉพาะ โดยหัวอ่านเขียนทุกหัวจะเชื่อมติดกันคล้ายหวี สามารถเคลื่อนเข้าออกระหว่างแทร็กต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอินเตอร์เฟสของฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ในปัจจุบัน มีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน - IDE (Integrated Drive Electronics) เป็นระบบของ ฮาร์ดดิสก์อินเตอร์เฟสที่ใช้กันมากในปัจจุบันนี้ การต่อไดร์ฟฮาร์ดดิสก์แบบ IDE จะต่อผ่านสายแพรและคอนเน็คเตอร์จำนวน 40 ขาที่มีอยู่บนเมนบอร์ด ส่วนใหญ่แล้วใน 1 คอนเน็คเตอร์ จะสามารถต่อฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ตัวและบนเมนบอร์ด
เขียนโดย kitsada

ซีพียู (CPU)ซีพียูหรือหน่วยประมวลผลกลาง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดของฮาร์ดแวร์ เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลจากข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อน เข้ามาทางอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ1) หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit: ALU) หน่วยคำนวณตรรกะ ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องคำนวณอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำงานเกี่ยวกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร อีกทั้งยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่เครื่องคำนวณธรรมดาไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบตามเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คำตอบออกมาว่าเงื่อนไข นั้นเป็น จริง หรือ เท็จ ได้ 2) หน่วยควบคุม (Control Unit) หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการประมวลผล รวมไปถึงการประสานงานกับอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล และหน่วยความจำสำรองด้วย ซีพียูที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ได้แก่ Pentium III , Pentium 4 , Pentium M (Centrino) , Celeron , Dulon , At
เขียนโดย kitsada

เมนบอร์ด (Main board)แผ่นวงจรไฟฟ้าแผ่นใหญ่ที่รวมเอาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญๆมาไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุม การทำงานของ อุปกรณ์ต่างๆ ภายในพีชีทั้งหมด มีลักษณะเป็นแผ่น รูปร่างสี่เหลี่ยมแผ่นที่ใหญ่ที่สุดในพีชี ที่จะรวบรวมเอาชิปและไอชี (IC = Integrated Circuit) รวมทั้ง การ์ดต่อพ่วงอื่นๆ เอาไว้ด้วยกันบนบอร์ดเพียงอันเดียวเครื่องพีชีทุกเครื่องไม่สามารถทำงาน ได้ถ้าขาดเมนบอร์ด
เขียนโดย kitsada
คีย์บอร์ด (Keyboard)เป็นอุปกรณ์ในการรับข้อมูลที่สำคัญที่สุด มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ ของเครื่องพิมพ์ดีด มีจำนวนแป้น 84 - 105 แป้น ขึ้นอยู่กับแป้นที่เป็น กลุ่มตัวเลข (Numeric keypad) กลุ่มฟังก์ชัน (Function keys) กลุ่มแป้นพิเศษ (Special-purpose keys) กลุ่มแป้นตัวอักษร (Typewriter keys) หรือกลุ่มแป้นควบคุมอื่น ๆ (Control keys) ซึ่งการสั่งงานคอมพิวเตอร์และการทำงานหลายๆ อย่างจำเป็นต้องใช้แป้นพิมพ์เป็นหลัก
เขียนโดย kitsada

Power Supplyเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้าคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ต่อพวงเยอะๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอมไดรฟ์ ดีวีดีไดรฟ์ก็ควรเลือกพาวเวอร์ซัพพลายที่มีจำนวนวัตต์สูง เพื่อให้สามารถ จ่ายกระแสไฟได้เพียงพอ

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการเลือกซื้อพัดลมระบายความร้อนคอมพิวเตอร์


พัดลมในคอมพิวเตอร์ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย เนื่องจากเวลาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน อุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์จะปล่อยความร้อนออกมาจำนวนมาก และถ้าเราปล่อยให้ความร้อนนั้นสะสมอยู่ในตัวเคสโดยไม่มีการถ่ายเทความร้อนออกไป นั่นอาจเป็นสาเหตุให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในเคสเสียหายได้ ดังนั้นเราจึงต้องมีพัดลมติดตั้งไว้ในเคสเพื่อระบายความร้อนที่อยู่ในเคสได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเกร็ดน่ารู้ในวันนี้จะป็นเทคนิคการเลือกซื้อพัดลมนั่นเองครับ การเลือกซื้อพัดลมระบายความร้อนคอมพิวเตอร์นั้น ก่อนอื่นเราจะต้องดูเสียก่อนว่าพัดลมที่เราต้องการคือขนาดเท่าใด โดยทั่วไปแล้วจะขนาดตั้งแต่ 80 มิลลิเมตร 90 มิลลิเมตร และ 120 มิลลิเมตร สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอีกอย่างก็คือค่าความเร็วในการหมุนของพัดลม โดยมีหน่วยวัดเป็น RPM ค่ายิ่งมากพัดลมยิ่งหมุนเร็วมาก แต่ว่ายิ่งหมุนเร็วมากก็ยิ่งมีเสียงดังมากขึ้นอีกด้วย โดยพัดลมที่ดีนั้นควรมีเสียงรบกวนที่น้อยและมีค่าความแรงลมที่สูง หัวเสียบไฟของพัดลมก็เป็นอีกสิ่งที่ควรให้ความสนใจ ส่วนใหญ่หัวเสียบไฟของพัดลมจะมีอยู่ 2 แบบ อย่างแรกเป็นหัวแบบที่เสียบไฟจากเพาเวอร์ซัพพายโดยตรง ซึ่งแบบนี้จะซื้อได้ตามร้านคอมทั่วไป มีข้อดีคือราคาถูก แต่ข้อเสียก็คือมีเสียงการทำงานที่ค่อนข้างดังทีเดียว อีกแบบคือหัวเสียบแบบ 3 พิน ซึ่งแบบนี้จะมีราคาสูงกว่าอยู่ในหลัก 200 – 500 บาท ซึ่งแบบนี้จะมีข้อดีคือ ถ้าเราเสียบหัวแบบนี้เข้ากับเมนบอร์ดที่รองรับฟังชั่นในการปรับรอบพัดลมอัตโนมัติ พัดลมแบบนี้จะงานได้เงียบกว่ามาก

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คอมพิวเตอร์งบ ประมาณ 10,000 บาท

INTEL 775 CELERON E3300 2.5 GHz 1,600 บาท
ASROCK G31M-S 1,280 บาท
KINGSTON-1 GB DDRII-800 950 บาท
Samsung 500GB HDD 502IJ (16MB) (7200 RPM) 2,000 บาท
HP W17q (GA028AA) 3,290 บาท
Mouse 100 บาท
Keyboard 100 บาท
Case+PowerSupply 540 บาท
รวม 9,860บาท

อ้างอิงจากGSN

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ DIGITAL GSM 900

หลักการเบื้องต้นของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ DIGITAL
หลักการของ DIGITAL
ความต้องการในการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CELLULAR เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง CAPACITY ของระบบ CELLULAR แบบ ANALOG ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการได้ และการเพิ่ม CAPACITY จะใช้การขยายความถี่ออกไป ซึ่งเป็นการยากเนื่องจากต้องมีการแข่งขันกับผู้ใช้ความถี่รายอื่น จึงได้มีการริเริมระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ DIGITAL ขึ้น และอยู่บนพื้นฐานของการส่งสัญญาณแบบ DIGITAL ซึ่งมีข้อดี คือ
1. สัญญาณ DIGITAL จะอยู่ในรูปของสัญญาณเสียงพูดที่ถูกเข้ารหัส ซึ่งจะทำให้ความถี่คลื่นพาหะเดียวสามารถส่งสัญญาณเสียงพูดได้เป็นจำนวนมาก
2. สัญญาณ DIGITAL มีความทนทานต่อการรบกวนเนื่องจาก INTERFERENCE มากกว่า ทำให้ระยะทางระหว่าง CELL ที่ใช้ความถี่เดียวกันลดลงได้ส่งผลให้เพิ่มโอกาสในการนำความถี่กลับมาใช้ใหม่ (FREQUENCY REUSE) ได้มากขึ้น
DIGITAL RADIO
ในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ ANALOG ความถี่ที่ใช้งานจะถูกแบ่งออกเป็นความถี่คลื่นพาหะหลาย ๆ ความถี่ โดยการติดต่อสนทนาครั้งหนึ่งจะใช้ความถี่ 2 ความถี่ ความถี่หนึ่งจะใช้ส่งสัญญาณจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังสถานีฐาน (UPLINK) และอีกความถี่จะใช้ในการส่งสัญญาณจากสถานีฐานไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ (DOWNLING)
สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ DIGITAL จะใช้เทคนิค TDMA (TIME DIVISION MULTIPLE ACCESS) ซึ่งเป็นวิธีการที่ยอมรับเป็นมาตรฐาน และใช้แก้ปัญหาในการใช้ความถี่อย่างไม่มีประสิทธิภาพของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ ANALOG ในระบบ TDMA นั้น คลื่นพาหะแต่ละความถี่จะถูกแบ่งออกเป็น TIMESLOT และแต่ละ TIMESLOT จะใช้เป็นช่องสัญญาณในการส่งสัญญาณเสียงและข้อมูลในการติดต่อครั้งหนึ่ง โดยเสียงและข้อมูลจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ เรียกว่า BURST โดยในแต่ละ BURST อยู่บน TIMESLOT และต่อละ TIMESLOT จะส่งสัญญาณคนละช่วงเวลากัน ดังนั้นจะมีการติดต่อสนทนามากกว่า 1 คู่สนทนาในแต่ละความถี่คลื่นพาหะ
รูปแสดงการส่งสัญญาณระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสถานีฐาน
โครงสร้างของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM 900
ระบบ GSM ย่อมาจาก GLOBAL SYSTEM FOR MOBILE COMMUNICARION
เป็นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ CELLULAR แบบ DIGITAL
ที่ใช้ความถี่ย่าน 900 MHz จุดเด่นของระบบ GSM คือ
1. มี CAPACITY ที่สูงขึ้น
2. มีการ INTERNATIONAL ROAMING จะทำให้ผู้ใช้สามารถนำโทรศัพท์เคลื่อน
ที่ไปใช้ยังประเทศอื่นที่ได้มีการตกลงกัน
3. เป็นมาตรฐานที่ใช้หลาย ๆ ประเทศ
4. มีบริการใหม่ ๆ เช่น การส่งข้อมูล, FAX, VIOCE MAIL
5. มีอุปกรณ์ HARDWARE ที่มีขนาดเล็กกว่า










โครงสร้างของระบบ GSM จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ ดังนี้
รูปแสดงโครงสร้างของระบบ GSM 900
1. SWICHING SYSTEM (SS) ประกอบไปด้วย 5 ส่วน ดังนี้
รูปแสดงภาพ Switching System
1.1 MOBILE SERVICE SWITCHING CENTER (MSC) คือชุมสายของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM มีหน้าที่ควบคุมระบบและคิดเงินค่าใช้บริการ
1.2 HOME LOCATION REGISTER (HLR) เป็น DATABASE ใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับชื่อ และที่อยู่ของเจ้าของโทรศัพท์เพื่อใช้ในการเกิบเงินค่าบริการ นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลตำแหน่งโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ใน MSC ไหน การติดตั้ง HLR อาจจะติดตั้งอยู่รวมกับ MSC หรือแยกกันก็ได้
1.3 VISITOR LOCATION REGISTER (VLR) เป็น DATABASE ที่เก็บข้อมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เข้ามาอยู่ในชุมสายนี้ ในการติดตั้ง VLR ส่วนใหญ่จะติดตั้งรวมกับ MSC เสมอ
1.4 AUTHENTICATION CENTER (AUC) ใช้สำหรับเก็บ AUTHENTICATION เพื่อตรวจสอบว่าผู้ใช้โทรศัพท์ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้องหรือไม่ และ ENCRYPTION PARAMETER ซึ่งใช้สำหรับระบบการป้องกันการดักฟัง
1.5 EQUIPMENT INDETITY REGISTER (EIR) เป็น DATABASE ที่เก็บข้อมูล IDENTITY ของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อป้องกันไม่ให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ไม่ลงทะเบียน หรือได้มาอย่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เข้ามาใช้งานในระบบได้ การติดตั้ง ELR ส่วนใหญ่จะอยู่รวมกับ AUC
2. BASE STATION SYSTEM (BSS)
2.1 BASE STATION CONTROLLER (BSC)
2.2 BASE TATION TRANSCEIVER (BTS)
BASE STATION CONTROLLER (BSC) คือชุมสายหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับคลื่นวิทยุในระบบ เช่น ควบคุมการ HANDOVER จัดการเกี่ยวกับช่องสัญญาณวิทยุต่าง ๆ และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ CELL นอกจากนี่ยังควบคุมกำลังส่งสัญญาณของสถานีฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่
ในการทำงานนั้น MSC แต่ละ MSC จะควบคุม BSC 1 BSC หรือมากกว่า และในแต่
ละ BSC จะควบคุม BTS หลาย ๆ BTS
รูปแสดงภาพของ Base Station System
3. OPERATION & SUPPORT SYSTEM (OSS)
มีหน้าที่ในการควบคุมและรายงานสถานะภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบ เช่นตรวจเช็คว่ามีความผิดพลาดอะไรที่เกิดขึ้น และความรุนแรงมากแค่ไหน จากนั้นจะส่ง ALARM ไปยัง OMC (OPERATION AND MAINTENANCE CENTER)
โทรศัพท์เคลื่อนที่ (MS) สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของระบบ DIGITAL ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ
1. อุปกรณ์โทรศัพท์ ซึ่งจะเก็บ IDENTITY CODE ที่เรียกว่า INTERNATIONL MOBILE EQUIPMENT IDENTITY (IMEI)
2. SUBSCRIBER IDENTITY MODULE (SIM CARD) ซึ่งมี 2 แบบ คือ
2.1 ISO SMART CARD
2.2 IC PLUG IN
ซึ่งจะใช้เก็บข้อมูลประจำตัวผู้ใช้มีลักษณะเป็น IDENTITY CODE ที่เรียกว่า INTERNATIONAL MOBILE SUBSCRIBER IDENTITY (IMSI)
ทั้งอุปกรณ์โทรศัพท์ และ SIM CARD จะแยกออกจากกัน นั่นคือเมื่อผู้ใช้โทรศัพท์ใส่ SIM CARD ในเครื่องโทรศัพท์ของผู้อื่น โทรศัพท์เคลื่อนที่จะเหมือนโทรศัพท์ของเราทุกประการ และถ้าโทรศัพท์และ SIM CARD ถูกขโมย เราสามารถที่จะไม่ให้ขโมยใช้เครื่องของเราได้ โดยการ BAR ทั้งเครื่องโทรศัพท์และ SIM CARD ได้ที่ EIR และ HLR ตามลำดับ
CHANNEL
ช่องสัญญาณในการส่งข้อมูลระหว่างสถานีฐานกับโทรศัพท์เคลื่อนที่มีหลายประเภท โดยแต่ละประเภทจะมีหน้าที่แตกต่างกัน (LOGICAL CHANNEL) และในการส่งข้อมูล และ SIGNALLING ต่าง ๆ จะใช้ LOGICAL CHANNEL ส่งผ่านทาง PHYSICAL CHANNEL ซึ่งเป็น CHANNEL ที่บ่งบอกเป็น TIMESLOT NUMBER บน TDMA เฟรม
สามารถแบ่ง LOGICAL CHANNEL ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ TRAFFIC CHANNELและ CONTROL CHANNEL
- TRAFFIC CHANNEL (TCH) ใช้สำหรับส่งสัญญาณเสียงพูดและข้อมูล
- CONTROL CHANNEL ใช้สำหรับส่งข้อมูล SIGNALLING ต่าง ๆ แบ่งออกเป็น
1. BROADCAST CHANNEL เป็น CHANNEL ที่สถานีฐานใช้ในการส่งข้อมูลเกี่ยวกับระบบ เช่น LOCATION AREA, IDENTITY CODE โดยจะส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง
2. COMMON CONTROL CHANNEL ใช้สำหรับการ PAGE หาโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อมีผู้โทรเข้าหาโทรศัพท์เคลื่อนที่ และใช้เมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องการโทรออก
3. DEDICATE CONTROL CHANNEL ใช้สำหรับทำ CALL SET UP ในขณะที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องการโทรออก และใช้ส่ง SIGNALLING เมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ทำการ HANDOVER
TRAFFIC CHANNEL
ในการสนทนาแต่ละครั้ง ต้องการ TRAFFIC CHANNEL 2 ทิศทาง และทันทีที่การ
สนทนาลิ้นสุดลง ช่องสัญญาณนั้นจะสามารถใช้สำหรับการสนทนาครั้งต่อไป
รูปแสดงการส่งข้อมูลโดยใช้ Traffic Channel
CONTROL CHANNEL
เมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่เปิดเครื่องแต่ไม่มีการใช้งาน โทรศัพท์เคลื่อนที่จะจับอยู่ที่ CONTROL CHANNEL อย่างต่อเนื่อง และในขณะที่เคลื่อนที่อยู่รอบ ๆ ภายใน CELL นั้น โทรศัพท์เคลื่อนที่จะตรวจสอบดูคุณภาพของการเชื่อมต่อกับ CONTROL CHANNEL อย่างต่อเนื่อง ถ้าคุณภาพของสัญญาณเริ่มแย่ลง โทรศัพท์เคลื่อนทีจะจูนความถี่ไปยัง CONTROL CHANNEL อื่นแทน โดยที่โทรศัพท์จะตรวจสอบคุณภาพของ CORTROL CHANNEL ทุก CHANNEL ในสถานีฐานข้างเคียง
และเลือก CONTROL CHANNEL ที่มีคุณภาพสัญญาณดีที่สุด
รูปแสดงการทำงานของ Control Channel
รูปแสดงการวัดสัญญาณของ Control Channel ทั้งหมดในระบบ
เงื่อนไขในการใช้ TRAFFIC CHANNEL และ CONTROL CHANNEL
1. โทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่สามารถจูนไปยัง CONTROL CHANNEL และ TRAFFIC CHANNEL ในเวลาเดียวกันได้
2. ในตอนแรกจะใช้ CONTROL CHANNEL สำหรับทำการ CALL SET UP ก่อน หลังจากนั้นจึงใช้ TRAFFIC CHANNEL สำหรับการติดต่อสนทนา
3. TRAFFIC CHANNEL ที่ใช้ในการสนทนาอยู่จะมีการตรวจสอบคุณภาพของสัญญาณตลอดเวลา
4. ทุก ๆ CELL จะมี CONTROL CHANNEL อย่างน้อย 2 CHANNEL และจำนวน TRAFFIC CHANNEL จำนวนหนึ่ง ซึ่งจะมีความมากน้อยไปตามความหนาแน่นในการใช้โทรศัพท์ของแต่ละ CELL
5. CONTROL CHANNEL ควบคุมการส่ง SIGNALLING ต่าง ๆ เพื่อที่ทำให้เกิดการติดต่อสนทนาขึ้นที่ TRAFFIC CHANNEL
TRAFFIC CASE แบ่งได้ดังนี้
1. การเปิดเครื่อง (ATTACHED) / และการปิดเครื่อง (DETACHED) เมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่เปิดเครื่องจะส่งสัญญาณ ATTACHED ไปยังชุมสายเพื่อบอกให้ทราบว่าขณะนี้ยังทำการติดต่อกับชุมสายอยู่ เมื่อมีการโทรเข้าหาโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็จะทำการ PAGE หา แต่ถ้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ปิดเครื่องหรือออกนอก
SERVICE AREA โทรศัพท์เคลื่อนที่จะส่งสัญญาณ DETACHED ไปยังชุมสายเพื่อที่ว่าเมื่อมีการโทรเข้าหาจะไม่ต้องทำการ PAGE หา เพราะทราบแล้วว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่
ปิดเครื่องอยู่ในขณะนี้
รูปแสดงการทำงานของ Traffic Case
2. การ ROAMING และการ LOCATION UPDATE ขณะที่โทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในสภาพ IDLE (เปิดเครื่องแต่ไม่ได้ใช้งาน) จะต้องตรวจสอบคุณภาพของสัญญาณตลอดเวลา ซึ่งเมื่อพบว่าคุณภาพและระดับของสัญญาณในการติดต่อกับสถานีฐานหนึ่งเริ่มแย่กว่าสถานีฐานข้างเคียง โทรศัพท์เคลื่อนที่จะพยายามเปลี่ยนการเชื่อมต่อไปยังสถานีฐานที่มีคุณภาพและระดับสัญญาณดีที่สุด ขบวนการนี้เรียกว่าการ ROAMING ขณะเดียวกันถ้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ROAMING ไปอยู่สถานีฐานที่อยู่ใน LA ใหม่แล้วจะต้องทำการ UPDATE ตำแหน่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ชุมสาย เพื่อที่เมื่อมีการโทรเข้ามาหาโทรศัพท์เคลื่อนที่จะได้เชื่อมต่อไปยังสถานีฐานที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่ออยู่ได้อย่างถูกต้อง ขบวนการนี้เรียกว่าการ LOCATION UPDATE
การ LOCATION UPDETE แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
1. โทรศัพท์เคลื่อนที่ เคลื่อนที่ออกจาก CELL หนึ่งไปยังอีก CELL หนึ่งที่อยู่ LA เดียวกัน ในกรณีนี้ไม่ต้อง UPDATE ข้อมูลใน MSC/VLR เนื่องมาจากเมื่อเปลี่ยนการเชื่อต่อไปยังอีก CELL หนึ่ง สถานีฐานจะส่ง LOCATION AREA IDENTITY เดียวกันกับเมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับ CELL ก่อน
2. โทรศัพท์เคลื่อนที่ เคลื่อนที่ไปยัง CELL ที่อยู่ต่าง LA กัน แต่อยู่ภายใน MSC SERVICE AREA เดียวกัน ในกรณีนี้ต้อง UPDATE ข้อมูล LA ใหม่ ในMSC/VLR
3. โทรศัพท์เคลื่อนที่ เคลื่อนที่ไปยัง CELL ที่อยู่ต่าง LA และต่าง MSC SERVICE AREA กันด้วย ในกรณีนี้จะต้อง UPDATE ข้อมูล LA ใน MSC/VLR และข้อมูล
MSC SERVICE AREA ใน HLR ด้วย
รูปแสดงการ Roaming
การโทรไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ เมื่อผู้โทรใช้โทรศัพท์ธรรมดา
1. โทรศัพท์ธรรมดาจะหมุนหมายเลขของโทรศัพท์เคลื่อนที่
2. PSTN เชื่อมต่อการโทรออกไปยัง GMSC (GATEWAY MSC) ที่ใกล้ที่สุด
3. GMSC ร้องขอ IDENTITY ของ MSC ที่ซึ่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ถูกโทรหาอยู่จาก HLR
4. GMSC เชื่อมต่อการโทรออกไปยัง MSC ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่
5. MSC ตรวจดูข้อมูลจาก VLR ว่าขณะนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ LA ไหน
6. MSC สั่งให้ BSC PAGE หาโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยการ PAGE ไปยังทุก ๆ BTS ที่อยู่ใน LA นั้น ๆ
7. เมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ถูกโทรหา DETECT สัญญาณเรียกได้ ก็จะตอบ ACKNOWLEDGE กลับไป
8. BSC เลือก TC เพื่อใช้ในการติดต่อสนทนา และสั่งให้โทรศัพท์เคลื่อนที่จูน ความถี่ให้ตรงกับ TC นี้
9. โทรศัพท์เคลื่อนที่ GENERATE เสียงสัญญาณ RIGNING
10. โทรศัพท์เคลื่อนที่กดปุ่มรับ การติดต่อสนทนาก็จะเริ่มขึ้น
รูปแสดงการโทรไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อผู้โทรใช้โทรศัพท์ธรรมดา
การโทรออกของโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังโทรศัพท์ธรรมดา
การโทรออกของโทรศัพท์เคลื่อนที่ เริ่มต้นเมื่อผู้โทรกดหมายเลขปลายทางและกดปุ่ม SEND หมายเลขปลายทางจะถูกส่งไปยัง MSC/VLR เพื่อตรวจสอบว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ จากนั้นก็จะเริ่มทำการวิเคราะห์หมายเลขโทรศัพท์ และเริ่มขบวนการ CALL SET UP ขึ้น
รูปแสดงการโทรออกของโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อผู้รับใช้โทรศัพท์ธรรมดา
LOCATING และ HANDOVER
ในขณะที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อสนทนานั้น ผู้ใช้สามารถเคลื่อนที่ได้ ดังนั้นเพื่อให้คุณภาพและระดับสัญญาณในการติดต่อกับสถานีฐานอยู่ในระดับดีตลอดเวลา จึงต้องมีขบวนการที่ให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทำการวัด SIGNAL STRENGTH และ BIT ERROR RATE บน TRAFFIC CHANNEL ที่ใช้อยู่ และ CONTROL CHANNEL ของ CELL ข้างเคียงตลอดเวลา แล้วส่งผลการวัดไปให้ BSC วิเคราะห์ผล และใช้ในการตัดสินใจในการ HANDOVER เรียกขบวนการนี้ว่า การ LOCATION เมื่อผลการวัดสัญญาณของ CELL ที่กำลังติดต่ออยู่ ต่ำกว่าค่าที่กำหนดไว้ BSC จะสั่งให้โทรศัพท์เคลื่อนที่เปลี่ยนการเชื่อมต่อไปยังสถานีฐานใหม่ที่มีระดับและคุณภาพสัญญาณดีที่สุด โดยการให้โทรศัพท์เคลื่อนที่จูนไปยัง
CHANNEL ใหม่ของสถานีฐานใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นของ BSC ตัวเดียวกัน หรือต่าง BSC แต่อยู่ใน MSC SERVICE AREA เดียวกัน หรือต่าง MSC SERVICE
AREA ก็ได้
รูปแสดงการวัดคุณภาพของสัญญาณ
AUTHENTICATION
เป็นขบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างที่มีการ CALL SET UP โดยจะมีการส่ง IDENTITY ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยัง BTS, BSC, MSC เพื่อตรวจสอบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องนี้สามารถใช้งานได้หรือไม่
รูปแสดงขบวนการ Authentication

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

3ดี (3D) แผนยุทธศาสตร์

กรอบแนวคิด การจัดการศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนกระบวนการจัดการศึกษาที่สมบูรณ์จึงเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน คือด้านหนึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาแต่ละช่วงชั้น เพื่อสร้างองค์ความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ มีทักษะการดำรงชีวิตที่เกิดจากการฝึกหัดสามารถใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตนเองและประกอบอาชีพอีกด้านหนึ่ง คือเป็นการบ่มเพราะ กล่อมเกลา ปลูกฝัง และปลุกจิตสำนึก เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เกิดความตระหนักในบทบาทหน้าที่ขึ้นในจิตใจ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข สถานศึกษาทุกระดับ ทุกสังกัดและหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และร่วมจัดการศึกษาจึงมีส่วนสำคัญในการจัดการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมที่จะส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาผู้เรียนอย่างเหมาะสม โดยการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นภารกิจทั้ง 3 ด้าน (3D) ได้แก่ ด้านประชาธิปไตย(Democracy) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย (Decency) และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด (Drug-Free)
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน 1.ด้านประชาธิปไตย (Democracy) มีความตระหนัก เห็นความสำคัญศรัทธา และเชื่อมั่นการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งรังเกียจการทุจริต และต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียง 2.ด้านคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย (Decency) มีคุณธรรมจริยธรรม ความดีงาม รู้ผิดชอบชั่วดี มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยและยึดถือปฏิบัติอยู่ในวิธีชีวิต 3.ด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด (Drug-Free) รู้จักหลักเลี่ยงห่างไกลยาเสพติด
วิสัยทัศน์ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่ดี 3 ด้าน คือ ด้านประชาธิปไตยด้านคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน
พันธกิจ 1.จัดการเรียนรู้ด้านประชาธิปไตย ด้านคุณธรรม จริยธรรมและความเป็นไทย และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด 2.ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสถานศึกษาสู่ระดับ 3 ดี
ยุทธศาสตร์ 1.สถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการที่ดี มุ่งมั่นพัฒนาโดยยึดหลักธรรมาภิบาล 2.มีการจัดการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมที่เน้นการสร้างองค์ความรู้และคุณลักษณะ 3 ดี แก่ผู้เรียน 3.จัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศการทำงานให้เป็นแบบอย่างที่ดีเอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียน
ประเด็นยุทธศาสตร์ การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
เป้าประสงค์ 1.ผู้เรียนได้รับการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานตามนโยบาย 3 ดี ด้านประชาธิปไตย ด้านคุณธรรม จริยธรรมความเป็นไทย และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด 2.สถานศึกษาได้รับการรับรองคุณภาพและมาตรฐานระดับ 3 ดีด้านประชาธิปไตย ด้านคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย 1.ร้อยละของจำนวนผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษา 3 ดี (ร้อยละ 80) 2.ร้อยละของจำนวนครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มีองค์ความรู้และการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษา 3 ดี(ร้อยละ 80) 3.ร้อยละของจำนวนสถานศึกษาที่มีการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนตามเกณฑ์คุณภาพระดับ 3 ดี (ร้อยละ 100) 4.ร้อยละของจำนวนสถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพระดับ3 ดี (ร้อยละ 80) 5.ร้อยละของจำนวนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีระบบบริหารจัดการความรู้และให้การสนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษา 3 ดี (ร้อยละ 80)
กลยุทธ์ 1.เร่งรัดพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนทุกระดับ 2.จัดการเรียนรู้ด้านประชาธิปไตย ด้านคุณธรรม จริยธรรมและความเป็นไทย และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด ในระบบการศึกษา 3.พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีองค์ความรู้และทักษณะการจัดกิจกรรมที่มีคุณภาพ 4.พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อเพื่อการเรียนรู้ 5.ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ 3 ดี
หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ
ส่วนราชการ/หน่วยงาน
บทบาทหน้าที่
สำนักงานรัฐมนตรี
-ประสานการกำหนดนโยบายสู่การปฏิบัติ-ประสานการติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบาย
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
-กำหนดแผนยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายสถานศึกษา 3 ดี-จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายสถานศึกษา 3 ดี-พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ 3 ดี-สนับสนุนให้ระบบเครือข่ายในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน-กำกับติดตาม ประเมินผลการดำเนินงาน
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
-จัดทำเกณฑ์ประเมินมาตรฐานคุณภาพ 3ดี ให้เป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
-จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายสถานศึกษา 3ดี-พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ 3ดี-สนับสนุนให้ระบบเครือข่ายในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน-กำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานสถานศึกษาในสังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
-จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายสถานศึกษา 3ดี-พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ 3ดี-สนับสนุนให้ระบบเครือข่ยในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน-กำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานสถานศึกษาในสังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายสถานศึกษา 3ดี-พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ 3ดี-สนับสนุนให้ระบบเครือข่ยในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน-กำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานสถานศึกษาในสังกัด
แนวทางการดำเนินงานนโยบายสถานศึกษา 3 ดี
หลักการ 1.สถานศึกษาทุกระดับ ทุกสังกัด ต้องจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามนโยบาย 3ดี ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านประชาธิปไต (Democracy) ด้านคุณธรรม จริยธรรมและความเป็นไทย (Decency) และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด (Drug-Free) 2.เมื่อดำเนินการจัดกิจกรรมเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพที่กำหนด ให้เสนอหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายในพื้นที่ พิจารณาคัดเลือกตามลำดับจนถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอรับใบประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 3.เกณฑ์การประเมินคุณภาพสถานศึกษา 3 ดีจะพิจารณาคัดเลือกโดยผ่านการรับรองจากคณะกรรมการสถานศึกษา องค์กรหรือหน่วยงานในพื้นที่ชุมชน และหน่วยงานต้นสังกัด ตามลำดับ
ขั้นตอนการดำเนินงานคัดเลือกสถานศึกษา 3ดี 1.จัดทำรายละเอียดเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษา 3ดี (3D) โดยพิจารณาจากองค์ประกอบ ดังนี้ 1.1มีการพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรในการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา 1.2มีการจัดการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1.3ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาตนเองและมีผลการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง 1.4ชุมชน องค์กร หรือเครือข่ายในพื้นที่มีส่วนร่วม 2.กำหนดแผนการดำเนินงาน 2.1ประกาศนโยบายและแนวทางการดำเนินโครงการ 2.2จัดกิจกรรมประกวดตราสัญลักษณ์และเรียงความเรื่องนโยบายสถานศึกษา 3ดี (3D) 2.3กำหนดเกณฑ์การประเมินมาตรฐานและคุณภาพสถานศึกษา 3 ดี 2.4หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายระดับเขตพื้นที่ เขตตรวจราชการพิจารณาคัดเลือกเพื่อค้นหาสถานศึกษาแบบอย่าง 2.5จัดกิจกรรมนำเสนอผลการดำเนินงานของสถานศึกษาเพื่อขยายผล 2.6มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษา ตรวจติดตามและประเมินผลการจัดกิจกรรมโครงการของสถานศึกษา 2.7ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกสถานศึกษาและจัดพิธีมอบรางวัล 3.ดำเนินการตามแผนการดำเนินงาน 3.1เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ 3.2สร้างการมีส่วนร่วมโดยจัดประกวดตราสัญลักษณ์ ให้นักเรีนนักศึกษาเสนอผลงาน เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายในการรณรงค์ 3.3ดำเนินการคัดเลือกและประเมินผล โดยมอบหมายความรับผิดชอบในทุกระดับ ดังนี้ ระดับจังหวัด มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตดำเนินการคัดเลือกและประเมินผลสถานศึกษาทุกระดับ ทุกสังกัด ระดับเขตตรวจราชการ มอบหมายให้ สำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการกการศึกษาทุกเขต ดำเนินการคัดเลือกและประเมินผลสถานศึกษาภายในเขตรวจราชการ โดยมีผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งผู้แทนขององค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นคณะกรรมการ ระดับประเทศ มอบหมายให้องค์กรหลักและหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดร่วมดำเนินการ โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นฝ่ายเลขานุการ
แนวทางกิจกรรม เป็นกิจกรรมเชิงลึกที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่มุ่งเป้าหมายทำให้ผู้เรียนมีประชาธิปไตย ต่อต้านการทุจริต ซื้อสิทธิ์ขายเสียง อยู่ในมโนสำนัก รู้ผิดชอบชั่วดี มีวิถีปฏิบัติอันดีงานในชีวิตจริง และมีส่วนร่วมต่อต้านยาเสพติดอย่างจริงจัง
หลักการจัดกิจกรรม 1) กำหนดในแผนงาน/โครงการประจำปีของสถานศึกษา 2) สอดแทรงในเนื้อหาวิชาในการจัดกลุ่มสาระเรียนรู้ 3) มีการส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน 4) ดำเนินการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน ท้องถิ่น
ตัวอย่างกิจกรรม 1.กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย 1) จัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและชุมชน เช่น เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรม อบต.น้อย/เทศบาลน้อย จัดให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ 2) การดำเนินงานสภานักเรีน นักศึกษา/กรรมการนักเรีน นักศึกษา 3) การจัดค่ายประชาธิปไตย/กิจกรรมประชาธิปไตยลงสู่ชุมชน 4) การส่งเสริมกิจกรรมสร้างสำนึกความรักชาติ 5) นำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษา 2.กิจกรรใส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย 1) จัดกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา วัด ศาสนสถานและชุมชน เช่น ส่งเสริมครูพระสอนศีลธรรมในสถานศึกษา จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรมจิตอาสาค่ายพุทธบุตร พุทธธรรม ค่ายคุณธรรมจริยธรรม จัดให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศาสนา 2) จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการนิยมไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือความภูมิใจในความเป็นไทย 3) มีการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3.กิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 1) มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรีน เช่น การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงการช่วยเหลือแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ทำให้จำนวนนักเรีนย นักศึกษาที่มีพฤติกรรมเสี่ยงลดลง 2) ส่งเสริมกิจกรรมที่เหมาะสม เช่น กิจกรรมนักเรียนแกนนำ ครูแกนนำ กิจกรรมรณรงค์เพื่อ การไม่สูบบุหรี่ (สถานศึกษาปลอดบุหรี่) กิจกรรม/ชมรม TO BE NUMBER ONE การประกวดดนตรี แข่งขันกีฬา เปิดเวที ให้แสดงออก การจักนิทรรศการความรู้ 3) การบริหารจัดการด้านสวัสดิศึกษา เช่น การขจัดมุมอับลัดตา 4) มีแหล่งเรียนรู้ด้านยาเสพติด 5) มีการประสานความร่วมมือการดำเนินงานร่วมกับขุมชน /ท้องถิ่น
ระยะเวลาดำเนินการ 1.ประกาศ/เริ่มดำเนินงานตามนโยบาย มิถุนายน 2552 2.ประกวดตราสัญลักษณ์/เรียงความ มิถุนายน-กรกฏาคม 2552 3.จัดทำเกณฑ์มาตรฐาน/ประกาศใช้ มิถุนายน 2552 4.คัดเลือกสถานศึกษาแบบอย่าง กันยายน-ตุลาคม 2552 5.ประเมินผล/คัดเลือกสถานศึกษาตามเกณฑ์/มอบรางวัล กุมภาพันธ์-มีนาคม 2553

แก้ไขล่าสุด (วันพุธที่ ๐๒ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๗:๒๘ น.)

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เศรษฐิกิจพอเพียง


เศรษฐกิจพอเพียง

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ
เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของ ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณและความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียรและความอดทน สติและปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี
เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอกหลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ในขณะที่ แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม
ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานกับแบบก้าวหน้า ได้ดั้งนี้
ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัวโดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน เทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝนและประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจากการแก้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่งได้ และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว
อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม
ความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ
กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตนซึ่งจะสามารถทำให้ ชุมชนโดยรวมหรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง
ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วยหลัก ไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด
" … ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกินมีความสงบและทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพอกินไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่มีความความพออยู่พอกิน มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ …ฉะนั้นถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความคิดและมีอิทธิพลมีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความคิดเหมือนกันช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำพอควรพออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล "
พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 23 ธันวาคม 2542

การสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอให้ริเริ่มการสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสานต่อความคิดและเชื่อมโยงการขยายผลที่เกิดจาการนำหลักปรัชญาฯ ไปใช้อย่างหลากหลาย รวมทั้งเพื่อจุดประกายให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การยอมรับ และการนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติในทุกภาคส่วนของสังคมอย่างจริงจัง
" … ในการพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นเริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อนด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชาเมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่งคงพอควรแล้วจึงค่อยสร้างเสริมความเจริญขั้นสูงขึ้นตามลำดับต่อไป… การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นไปตามลำดับด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้นก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลวและเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์"
พระบรมราชโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 19 กรกฎาคม 2517
จากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระองค์ นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา จะพบว่าพระองค์ท่านได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอมีพอกิน พอมีพอใช้ การรู้จักความพอประมาณ การคำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และทรงเตือนสติประชาชนคนไทยไม่ให้ประมาท ตระหนักถึงการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดจนมีคุณธรรมเป็นกรอบในการดำรงชีวิตซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่รู้กันภายใต้ชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียง
สศช. จึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่าง ๆ มาร่วมกันกลั่นกรองพระราชดำรัสฯ สรุปเป็นนิยาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และได้อัญเชิญมาเป็นปรัชญานำทางในการจัดทำ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีความเข้าใจและนำไปประกอบการดำเนินชีวิต
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายเรียนรู้ ให้มีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นกรอบความคิด เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วน
วัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนทึกคนสามารถนำหลักปรัชญาฯ ไปประยุกต์ให้ได้อย่างเหมาะสม และปลูกฝังปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการดำรงชีวิตให้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง
ตลอดจนนำไปสู่การปรับแนวทางการพัฒนาให้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการเสริมพลังให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างมั่นคงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างฐานรากทางเศรษฐกิจและสังคมให้เข้มแข็งรักษาความสมดุลของทุนและทรัพยากรในมิติต่าง ๆ ตลอดจนสามารถปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างเท่าทัน และนำไปสู่ความเอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนชาวไทย
การขับเคลื่อนจะเป็นลักษณะเครือข่ายและระดมพลังจากทุกภาคส่วน แบ่งเป็น 2 เครือข่ายสนับสนุนตามกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น ได้แก่
• เครือข่ายด้านประชาสังคมและชุมชน• เครือข่ายธุรกิจเอกชน
นอกจากนี้แล้วยังมีเครือข่ายสนับสนุนตามภารกิจ ได้แก่• เครือข่ายวิชาการ• เครือข่ายสร้างกระบวนการเรียนรู้• เครือข่ายเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
ทั้งนี้แกนกลางขับเคลื่อนมี 3 ระดับได้แก่ คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง และกลุ่มงานเศรษฐกิจพอเพียงใน สศช. ซึ่งจะเป็นหน่วยปฏิบัติงานในการขับเคลื่อนและจะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายผลการดำเนินงานเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 80 พรรษา ในเดือนธันวาคม 2550

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

งานบริการคอมพิวเตอร์

หน่วยที่1 ความรู้ทั่วไปเกี้ยวกับคอมพิวเตอร์
หน่วยที่2 การทำงานของคอมพิวเตอร์
หน่วยที่3 ขั้นตอนการใช้คอมพิวเตอร์
หน่วยที่4 ส่วนประกอบแผงวงจรหลัก
หน่ยวที่5 อุปกรณ์รับข้อมูลและเก็บข้อมูล
หน่วยที่6 ประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์
หน่วยที่7 การติดตั้งสายสัญญาณ
หน่วยที่8 ติดตั้งอุปกรณ์แสดงผล
หน่วยที่9 การจัดการอาร์ดดิสก์
หน่ยที่10 การติดตั้งระบบปฏิบัติการ
หน่วยที่11 การติดตั้งไดรเวอร์
หน่วยที่12 รักษาความสะอาดคอมพิวเตอร์